Story : Deep-rooted
Author : JaeSun
Paring: YunJae / YooSu
Rate: NC-18
*หมายเหตุ - เรื่องทั้งหมดเป็นเพียงเรื่องที่แต่งขึ้นเพื่อความบันเทิงเท่านั้น
.
.
.
// ป้างงงงง!! //
ร่างสูงที่นั่งเหม่ออยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์สะดุ้งเฮือกกับเสียงฟ้าผ่าท่ามกลางสายฝนที่กำลังโปรยปรายในขณะนี้ ท้องฟ้าข้างนอกกระจกใสมีเมฆดำมืดครึ้ม พร้อมกับที่เม็ดฝนห่าใหญ่ที่ตกลงมาอย่างบ้าคลั่ง... สภาพอากาศแย่แบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่... ร่างสูงที่นั่งอยู่หน้าคอมไม่ได้รู้สึกตัวเลยสักนิดจนกระทั่งได้ยินเสียงฟ้าผ่าเมื่อครู่ หน้าจอคอมพิวเตอร์ที่ถูกเปิดทิ้งไว้ ตัวเลขมากมายที่ปรากฏไม่ได้รับความสนใจจากร่างสูงเลยสักนิด เมื่อในหัวของร่างสูงที่นั่งตรงนั้นมีแต่ภาพของใครบางคนที่คอยวนเวียนอยู่ในความคิด
...คิม แจจุง...
// ก๊อก ก๊อก //
เสียงเคาะประตูดังขึ้นสองครั้ง ก่อนที่เลขารุ่นราวคราวแม่จะโผล่หน้าเข้ามาในห้องที่ร่างสูงเป็นเจ้าของ
“คุณยุนโฮคะ ที่บริษัทคู่ค้าโทรมายกเลิกนัดทานข้าวคืนนี้นะคะ ทางนั้นติดฝนมาไม่ได้ค่ะ” เธอรายงาน โดยมียุนโฮพยักหน้าเบาๆแทนการรับรู้ ก่อนจะทำสัญญาณมือให้เลขากลับออกไปทำงานตามหน้าที่ของเธอ
เมื่อห้องทำงานกลับมาเข้าสู่ภาวะเงียบเหมือนก่อนหน้า ยุนโฮหวนกลับมาจมอยู่กับความคิดของตัวเองอีกครั้ง ก่อนหน้าเสียงฟ้าผ่าที่ดังลั่นนั้น... เขากำลังคิดถึงแจจุง...
...ไม่...
มันไม่ใช่การหวนคิดถึงในแบบคนรัก... ยุนโฮบอกกับตัวเองแบบนั้น
มันเป็นความรู้สึก ”เป็นห่วง” ที่คนๆนึงจะรู้สึกถึงใครอีกคนที่เคยผูกพันทั้งทางกายและทางใจ
ความรู้สึกห่วง... จนทำให้ยุนโฮต้องคิดถึงอดีตคนรักเป็นเวลาหลายครั้งต่อวัน
ตั้งแต่ตัดสินใจแยกทางกับแจจุง ยุนโฮไม่ได้พบกับแจจุงอีกเลย ครั้นจะโทรไปก็รู้สึกไม่กล้า เกรงว่าอดีตคนรักจะยังไม่อยู่ในสภาพพร้อมที่จะคุยกับเขา ทั้งๆที่เขาเองก็อยากรู้ถึงความเป็นไปของอดีตคนรักเหลือเกิน
...ก็คนมันเคยผูกพัน...
...จะให้ลืมกันง่ายๆได้ยังไง...

อีกฟากฝั่งของท้องฟ้า... ร่างบางกำลังยืนตัวลีบอยู่ที่ป้ายรถในสภาพเนื้อตัวที่เปียกปอนไปด้วยน้ำฝน
แจจุงพลาดไปแล้วที่ไม่ได้ติดร่มออกมา อีกทั้งวันนี้เขาดันตัดสินใจไม่ขับรถมาทำงาน โดยร่างบางเลือกที่จะเดินเลาะมาตามถนนเรื่อยๆในตอนเช้าแล้วต่อแท็กซี่ ไม่คิดเลยว่าพอถึงตอนเย็นจะเกิดพายุฝนห่าใหญ่ขนาดนี้
ร่างเพรียวบางเริ่มออกอาการสั่นเล็กๆเมื่อต้องยืนตากฝนเป็นเวลาเกือบครึ่งชั่วโมง กะว่าจะโบกแท็กซี่ซักคัน แต่กลับไม่มีคันไหนที่ไร้ผู้โดยสารผ่านมาทางนี้เลยซักคัน ที่กันแดดกันฝนบริเวณป้ายรถนั้นก็ไม่ได้ช่วยให้เนื้อตัวของร่างบางหลุดรอดจากพลังของพายุฝนกระหน่ำได้เลย... ริมฝีปากบางเริ่มออกอาการสั่น ไอเย็นจากน้ำฝนทำให้ร่างบางๆต้องห่อตัวเข้าหากันแล้วใช้มือทั้งสองข้างโอบกอดตัวเองไว้เพื่อประทังความหนาว
ป้ายรถที่ปลอดคนในเวลาทุ่มเศษๆอีกทั้งมีพายุฝนนั้นดูวังเวงไม่น่าปลอดภัยเท่าไหร่นัก แจจุงเริ่มคิดอีกครั้ง ว่าเขาควรจะยินอยู่ตรงนี้ต่อไปหรือไม่... ควรที่จะยืนรอแท็กซี่ต่อไป ไม่ก็ยืนรอให้ฝนหยุดอยู่ตรงนี้ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าฝนจะหยุดตกเมื่อไหร่ หรือจะเดินฝ่าพายุฝนไปตามทางเรื่อยๆจนถึงบ้าน... ร่างบางยังคิดไม่ตก
แต่ในเวลานั้น... ร่มสีดำคันใหญ่ถูกกางขึ้นเพื่อกันฝนให้กับร่างบางที่กำลังหนาวเหน็บ ถึงมันจะเป็นอะไรที่สายไปแล้วก็ตามที แต่อย่างน้อยร่มดำคันนั้นก็ยังพอที่จะช่วยบรรเทาแรงลมได้บ้าง
แจจุงเงยหน้าขึ้นไปมองเจ้าของร่มดำ ทั้งๆที่ริมฝีปากบางยังสั่น และมือทั้งสองข้างยังคงกอดตัวเองเอาไว้
“ชางมิน” เสียงแหบพร่าเอ่ยเรียกเจ้าของร่มดำที่เนื้อตัวเปียกปอนพอๆกัน
ชางมินยืนยิ้มให้กับร่างบางตรงหน้า... โดยที่มือหนึ่งถือร่มในสภาพที่โทรมไปด้วยเม็ดฝน
ทั้งๆที่ฝนตกหนักขนาดนี้... ทั้งๆที่ร่มดำคันนั้นไม่สามารถต้านแรงของพายุฝนได้เลย... แต่ชางมินก็ยังกางมันอยู่อย่างนั้น... ทั้งชางมินและแจจุงในตอนนี้ต่างก็อยู่ในสภาพที่ชุ่มไปด้วยฝนไม่ต่างกันเลย
ชางมินหยุดยืนยิ้ม... ใบหน้าคมเกาะพราวไปด้วยเม็ดฝนที่ไหลอาบเต็มใบหน้า
“ฮ่าๆๆๆๆๆๆ” เสียงแจจุงหัวเราะออกมาสุดเสียง สภาพของชางมินเรียกเสียงหัวเราะจากร่างบางดังลั่น ทำเอาชางมินที่ยืนอยู่ตรงนั้นต้องหัวเราะออกมาด้วยเช่นกัน
...ภายใต้ร่มสีดำที่กางอยู่บริเวณป้ายรถโดยสารที่ไร้ผู้คน...
...คนสองคนยืนอยู่ภายใต้ร่มคันเดียวกันท่ามกลางพายุฝนที่โหมกระหน่ำ...
...แต่กลับมีเสียงหัวเราะที่ดังลั่นหลุดลอยออกจากร่างทั้งสองภายใต้ร่มคันนั้น...

“ฮัดเช้ย!” เสียงจามของชางมินดังลั่น ทำเอาแจจุงหัวเราะออกมาน้อยๆ
ร่างบางโยนผ้าผืนเล็กให้กับชางมินเพื่อใช้เช็ดหัว ในขณะที่จังมี พี่สาวของแจจุงเอาชาร้อนๆมาเสริฟให้กับแขกที่หน้าตาไม่คุ้นเคยและน้องชายที่เพิ่งถึงบ้านในสภาพเปียกไปทั้งตัว
“ชางมินนี่ก็แปลกนะ กลับไปตั้งแต่กลางวันแล้วแท้ๆ ทำไมถึงหาเรื่องมาเปียกแบบนี้ก็ไม่รู้ แปลกคนจริงๆ” แจจุงพูดพลางใช้ผ้าเช็ดหัวตัวเอง
“ก็ใช่... แต่ว่าเพิ่งออกจากบริษัทเมื่อตอนเย็นๆเหมือนกัน พอดีขับรถผ่านเห็นใครก็ไม่รู้ยืนอยู่ที่ป้ายรถอย่างกับลูกหมาตกน้ำ ก็เลยต้องลงไปรับน่ะสิ” ชางมินพูดล้อๆ
“หนอย ใครกันที่เป็นลูกหมาตกน้ำ ตัวเองก็ไม่ต่างกันหรอกน่ะ” ร่างบางเถียงกลับ ดวงตากลมปรอยตาค้อนใส่ร่างสูงหน้าคม แล้วย่นจมูกเล็กๆให้พอดูน่ารัก
“ครับๆๆ ไม่ต่างก็ไม่ต่าง ฮ่าๆๆ แจจุงนี่ดุจังเลยนะ” นี่ทำหน้าดุแล้วใช่ไหม? คนอะไรขนาดดุแล้วยังดูน่ารักเสียจนทำเอาคนมองแทบจะเก็บไปนอนฝัน
มื้อค่ำของวันนี้ชางมินฝากท้องไว้กับบ้านของแจจุงเป็นที่เรียบร้อย หลังจากพายุฝนได้สิ้นสุดลงก็พอดีกับเวลาที่ชางมินขอตัวกลับ
“ขอบคุณมากนะที่มาส่ง” แจจุงบอกกับร่างสูงที่เดินตามมา
รถออดี้สีขาวคันงามของชางมินจอดอยู่บริเวณสวนหน้าบ้าน แจจุงหยุดยืนส่งร่างสูงพร้อมเตรียมโบกมือล่ำลา เจ้าของใบหน้าคมเปิดประตูรถคาไว้ แล้วหันมายิ้มให้กับเจ้าของบ้านหน้าหวาน
“ไปล่ะ... ขอบคุณสำหรับมื้อเย็นนะครับแจจุง” มือยาวทำท่าลูบท้องวนไปวนมาแสดงอาการอิ่มแน่นกระเพาะ... อิ่มทั้งท้อง อิ่มทั้งใจ...
“ไว้แวะมากินบ่อยๆก็ได้ บ้านนี้ยินดีต้อนรับนายเสมอ” ร่างบางพูดขึ้นอย่างจริงใจ
“ถ้ามาทุกวันอย่าไล่ละกัน” ชางมินกระเซ้า ใจจริงก็อยากจะมาทุกวันอยู่เหมือนอย่างที่ปากว่า แต่มันก็คงจะน่าเกลียดเอาการ เหมือนคนไม่รู้จักเกรงใจ... ซึ่งการกระทำแบบนั้นมันไม่ใช่นิสัยของเขาสักเท่าไหร่
“ไม่ไล่หรอก แต่ฉันจะขอเก็บค่าอาหารนายแทน ดีมั๊ย? ฮิๆ” ร่างบางเอียงคอนิดหนึ่งเวลาพูด เสียงหัวเราะในตอนท้ายดังออกมาน้อยๆพอฟังให้ดูน่ารัก ภาพการกระทำที่ดูใสซื่อของร่างบางตรงหน้ายิ่งทำให้ชางมินรู้สึกไม่อยากกลับบ้านขึ้นมาเสียอย่างนั้น
“ไปได้แล้ว เดี๋ยวจะดึกนะ” ร่างบางออกปากไล่ด้วยความหวังดี ทำเอาร่างสูงหน้าคมที่จิตใจไม่อยู่กับเนื้อตัวต้องยอมจำนนกลับบ้านตัวเองแต่โดยดี
“ครับ... แล้วเจอกันนะ”
“แล้วเจอกัน”
ร่างบางหันหลังเตรียมกลับเข้าบ้าน... ไอจากน้ำค้างทำให้แจจุงรู้สึกหนาวเยือกๆขึ้นมายังไงชอบกลจนอยากจะกลับเข้าบ้านไปนอนซุกใต้ผ้าห่มบนเตียงนุ่มๆไวไว
“แจจุง...” หากแต่เสียงหนึ่งกลับเรียกรั้งเอาไว้ และเมื่อมองกลับไป ชางมินยังยืนอยู่ที่เดิม
“หืม?” ดวงตากลมโตเบิกขึ้นพร้อมกับคิ้วเรียวเป็นเชิงถาม
ชางมินที่ยืนอยู่ตรงนั้นหลุบตาลงเล็กน้อย เสียงทุ้มเอ่ยวลีที่ฟังไม่ได้ศัพท์ เหมือนจะพูดอะไรซักอย่าง
“เอ่อ... คือ... เอ่อ...”
“ว่ายังไงชางมิน?” ร่างบางถามย้ำ เมื่อเห็นว่าชางมินได้แต่อ้ำอึ้ง
ร่างสูงที่ถูกถามจำต้องเงยหน้าขึ้นมองคนหน้าหวาน มือยาวยกขึ้นมาเกาหัวด้วยท่าทีเก้ๆกังๆ เบนสายตามองไปมองมาอย่างไม่รู้จะทำอย่างไรดี ก่อนที่เสียงเป่าปากดังฟู่จะดังขึ้น ตามด้วยเสียงสูดลมหายใจเข้าปอดฟอดใหญ่ๆ
“แจจุง... คือ... อย่าลืมเรื่องที่ผมพูดเมื่อกลางวันนะ” ในที่สุดชางมินก็พูดประโยคที่เขาตั้งใจออกมา
ประโยคเมื่อกลางวัน... “เป็นผมได้ไหม?” คำๆนั้นแจจุงยังคงจำได้
“อื้อ...” ตอบเพียงสั้นๆ ใบหน้าหวานใสเริ่มรู้สึกร้อนผ่าว ทั้งๆที่ก่อนหน้ายังรู้สึกหนาวยะเยือก
“ไม่ต้องรีบให้คำตอบผมก็ได้นะแจจุง... ผมเข้าใจว่าตอนนี้แจจุงคงยังลืมเขาไม่ได้... เพราะฉะนั้นไม่ต้องรีบตอบผม แล้วผมจะรอวันที่แจจุงพร้อม ไม่ว่านานเท่าไหร่ผมก็จะรอ...” เสียงทุ้มที่ฟังดูนุ่มพูดจาได้อย่างไหลลื่นเมื่อความรู้สึกนั้นมันอัดอั้นเหลือเกิน
...ไม่ว่าต้องใช้เวลาเท่าไหร่ เขาก็จะรอ...

...เคยได้ยินใครหลายคนพูดอยู่บ่อยๆว่า...
...”เวลา” จะเป็นตัวชะล้างความเสียใจและความเจ็บปวดของคนเราให้จางหาย...
...ผมไม่รู้... ว่ามันจะเป็นจริงอย่างที่เคยได้ยินมารึป่าว...
...ผมไม่รู้... ว่าความเจ็บปวดของผม มันจะสามารถลบออกไปจากใจได้ทั้งหมดหรือไม่...
...แต่ในวันนี้... เวลา 8 เดือนที่ผมต้องอยู่คนเดียว...
...ความเจ็บปวดของผม มันดูเบาบางลงไปมาก...
...ผมไม่มีน้ำตา...
...ผมไม่ร้องไห้...
...แต่ผมไม่สามารถรู้ได้เลยว่ารากของความเจ็บปวดในใจผม มันฝังลึกมากแค่ไหน...
...แค่วันนี้ไม่รู้สึกเจ็บ...
...ผมก็พอใจแล้ว...
ไม่ว่าเวลาจะเดินหน้าไปเร็วแค่ไหน แต่สภาพแวดล้อมทุกๆอย่างของบริษัทในเครือปาร์คยังคงเหมือนเดิม... มีผู้บริหารหนุ่มนักเรียนนอกอย่าง ปาร์ค ยูชอน มีสถาปนิกคนเก่งอย่างคิม แจจุง มีเสียงหัวเราะใสๆจากแขกประจำบริษัทอย่าง คิม จุนซู และมีดอกไม้ที่ถูกส่งถึงสถาปนิกหน้าหวานโดย ชิม ชางมิน เหมือนเดิมตลอดเวลา 8 เดือนที่ผ่านมา
“แจจุง... วันนี้มีดอกไม้จากชางมินมาอีกแล้ว” จุนซูที่เพิ่งรับดอกไม้ช่อใหญ่จากพนักงานส่งดอกไม้เดินตรงเข้ามายังห้องทำงานของแจจุง
“อื้อ สวยเนอะ” แจจุงยิ้มให้กับดอกไม้และคนตัวเล็กกว่าที่เดินตามหลัง
“แหมๆ ดีจังเลยน้าชางมินเนี่ย ไม่ว่าตัวจะอยู่หรือไม่ก็ส่งดอกไม้มาให้เรื่อยๆเลย อิจฉาแจจุงจัง” คนตัวเล็กพูดด้วยสีหน้าราวกับเด็กสาวที่กำลังใฝ่ฝันถึงเจ้าชายขี่ม้าขาว
“ถ้าจุนซูอยากได้ก็บอกให้ยูชอนซื้อสิ หมอนั่นน่ะนะ ขอแค่จุนซูบอกว่าอยากได้อะไรไม่ว่าจะลำบากขนาดไหนก็หามาให้ได้อยู่แล้ว” แจจุงกระเซ้า ทำเอาคนตัวเล็กกว่าส่ายหัวกลมๆไปมาเป็นพัลวัน
“ไม่เอาอะ ยูชอนชอบทำอะไรเวอร์ๆ” พูดแล้วก็พาลให้ร่างเล็กนึกถึงวันเกิดที่ผ่านไปเมื่อเดือนที่แล้วของตัวเอง ยูชอนที่บอกว่าจะจัดงานวันเกิดให้เงียบๆกลับทำโอเวอร์ปิดโรงแรมเลี้ยงฉลอง แถมพ่วงเอาพนักงานในบริษัทของตัวเองไปร่วมงานเสียเยอะแยะอย่างกับเป็นงานแต่งมากกว่างานวันเกิด ด้วยเหตุนี้เจ้าของวันเกิดอย่างจุนซูเลยรู้สึกอึดอัดไปโดยปริยาย แต่จะพูดอะไรมากก็ไม่ได้เพราะอีกใจก็กลับรู้สึกตื้นตันในน้ำใจของคนขี้เวอร์อยู่เหมือนกัน แถมทั้งพ่อและแม่ของเขาที่ถูกเชิญไปร่วมงานด้วยนั้นก็ดูพออกพอใจ สนุกกับงานวันเกิดของลูกชายตัวเองเต็มที่ เมื่อเป็นแบบนี้แล้วจะให้เขาขัดได้อย่างไร...
“ถึงจะเป็นแบบนั้นแต่ยูชอนเป็นคนดีนะจุนซู” แจจุงเริ่มเชียร์อัพเพื่อนสนิทตัวเองให้กับจุนซู
มันเป็นเรื่องน่าเห็นใจอยู่ไม่น้อยที่ยูชอนยังจีบจุนซูไม่ติดเสียที จะว่าไปหากแจจุงมองไม่ผิด เขาเองก็พอจะเดาได้ว่าจุนซูนั้นก็พอมีใจให้กับยูชอนมากอยู่เหมือนกัน ไม่อย่างนั้นจะมีหรือที่คนร่างเล็กจะเทียวไปเทียวมาที่บริษัทของยูชอนอยู่บ่อยๆ แถมชอบมานั่งเล่นในห้องทำงานของยูชอนจนพนักงานหลายๆคนเข้าใจด้วยตัวเองเป็นที่เรียบร้อยแล้วว่าจุนซูเป็นแฟนของยูชอน จะติดก็ตรงที่ว่าทำไมจุนซูถึงยังไม่รับรักยูชอนสักที ถ้าเกิดมีใจให้กัน แล้วจะปิดบังเอาไว้ทำไม... ยูชอนเองก็ไม่ใช่คนเลวร้าย อย่างน้อยๆก็น่าจะลองคบหากันไปให้เป็นเรื่องเป็นราว มันก็ไม่ใช่เรื่องน่าจะเสียหาย แต่สำหรับความสัมพันธ์ของยูชอนและจุนซูแล้ว ไม่ว่ายูชอนจะรุกเท่าไหร่ จุนซูก็เอาแต่ปฏิเสธเสมอ ย้ำเสมอถึงความเป็นเพื่อน...
...”เพื่อน” คำที่คอยทำร้ายยูชอนอย่างเงียบๆเสมอมา...
“ฉันกลับไปหายูชอนก่อนนะแจจุง... จะไปเร่งให้คนขี้อู้ทำงาน” จุนซูยิ้มเสียจนตาแทบปิด ขอตัวผละจากแจจุงเพื่อจะไปนั่งกดดันผู้บริหารหนุ่มจอมอู้ให้เคลียร์งานให้เสร็จไวไว แล้วหลังจากนั้นจะได้พาเขาออกไปเที่ยวเสียที
“อื้อ ตามสบายจุนซู” แจจุงโบกมือให้น้อยๆ
เมื่อร่างเล็กพ้นตา ดอกไม้ช่อโตถูกหยิบขึ้นมาให้ความสนใจอีกครั้ง... ทุกๆครั้งที่ได้รับดอกไม้ จะมีการ์ดใบเล็กๆแนบมาด้วยเสมอ ในวันนี้เองก็เช่นกัน
“ผมไม่อยู่หลายวันแบบนี้คิดถึงแจจุงจัง... ตั้งใจทำงานนะครับ แล้วเจอกัน... ชางมิน”
เจ้าของดอกไม้ยังคงเป็นชางมินเหมือนเดิม ถึงแม้ว่าตอนนี้เจ้าตัวจะต้องออกไปทำงานที่ต่างประเทศก็ตาม แต่ดอกไม้ช่อสวยก็ยังคงถูกส่งถึงแจจุงในทุกๆวัน ใบหน้าหวานที่หันไปมองนาฬิกาบังเอิญเหลือบไปเห็นตัวเลขบนปฏิทินตั้งโต๊ะ วันเวลาที่ผ่านไปอย่างรวดเร็วมันทำให้คนที่หวนคิดรู้สึกใจหาย
“แปดเดือนแล้วเหรอ?”
เสียงที่พูดขึ้นราวกับกระซิบ บอกกับตัวเองเบาๆเมื่อเห็นตัวเลขของวันเวลาที่ผ่านไปเกือบครบปี... แทนที่จะคิดถึงชางมินที่ดีกับตัวเองเสมอมา แต่ภาพของใครอีกคนที่ดูเหมือนจะจางหาย กลับลอยเด่นขึ้นมาในห้วงความคิด
...ยุนโฮ...
แปดเดือนแล้วที่ไม่ได้พบกับร่างสูงที่เคยใจร้าย... ในตอนนี้ไม่รู้เหมือนกันว่าอีกฝ่ายจะเป็นตายร้ายดียังไง จะกินอยู่แบบไหน การงานเป็นยังไง สุขภาพแข็งแรงดีไหม หากแต่ทั้งหมดทั้งปวงมันก็เป็นแค่คำถามที่แจจุงไม่ควรจะเก็บมาใส่ใจอีกต่อไป
...ก็แค่ภาพวันวานที่ยังคงหลงเหลือ...
...อีกไม่นานก็คงจางหาย...
...วันเวลาชะล้างความเจ็บปวดของเราให้ทุเลาลงแล้ว…
...เพราะฉะนั้นก็จงอย่าให้ความคิดที่ควรลืมเลือนไป กลับมาทำให้เราเจ็บปวดอีก...
...รักตัวเองให้มากๆซะ คิม แจจุง...

บ้านสไตล์ยุโรปของจุนซู... หรือถ้าจะเรียกให้ถูกก็คงเป็นคฤหาสน์เสียมากกว่า บริเวณสระว่ายน้ำในร่มที่เป็นมุมสงบของตัวบ้าน เก้าอี้ไม้ดีไซน์สวยที่ไว้ใช้อาบแดดนั้นมีร่างเล็กๆของใครบางคนกำลังเอนนั่งรับลมอย่างสบายใจ
“นี่ยูชอน... พรุ่งนี้ชางมินก็จะกลับมาแล้วสินะ” ร่างเล็กนั้นพูดขึ้นกับใครอีกคนที่นอนอยู่เตียงไม้ที่อยู่ข้างๆกัน
“อื้อ” ตอบรับสั้นๆ พร้อมกับอ่านหนังสือในมือต่อไป
ท้องฟ้าที่ไร้แดดในยามเย็นช่างเป็นท้องฟ้าที่ดูสงบนิ่งที่สุด จุนซูชอบนอนดูท้องฟ้าเวลานี้เสมอๆ ถึงแม้จะไม่มีดวงดาวคอยส่องสว่างไหวเหมือนยามค่ำคืน แต่ในบางวันก็จะเห็นพระจันทร์ลอยเด่นอยู่ท่ามกลางท้องฟ้า... ท้องฟ้าสีฟ้ากับพระจันทร์สีขาวนั้นดูเข้าคู่และกลมกลืมกันจนทำให้ท้องฟ้าดูอบอุ่น
“ยูชอน...” คนตัวเล็กเอ่ยเรียกคนที่อยู่ข้างๆอีกครั้ง
“หืม?” ยูชอนยังไม่ละสายตาจากหนังสือที่เขากำลังอ่าน
จุนซูเหลือบมองร่างสูงที่กำลังจดจ่ออยู่กับหนังสือกลยุทธ์เชิงธุรกิจนิดหนึ่ง ก่อนจะทอดสายตาขึ้นไปมองยังฟ้ากว้างอย่างผ่อนคลาย
“ป่านนี้คนที่ชื่อยุนโฮจะเป็นยังไงบ้าง?” จุนซูเอ่ยถามถึงใครอีกคนที่เขาไม่รู้จัก
“ไม่รู้สิ...” ตอบด้วยเสียงเรียบ หากแต่ในใจของยูชอนกลับคิดตามในสิ่งที่จุนซูพูดเช่นกัน
นั่นสินะ ป่านนี้ยุนโฮจะเป็นยังไง? ไม่มีใครได้ข่าวคราวของหมอนั่นเลย อันที่จริงแล้วยูชอนเองก็เข้าใจยุนโฮอยู่เหมือนกัน อาจจะเป็นเพราะความเป็นเพศชายสูงกว่า เลยอาจทำให้เขามองเห็นในด้านของยุนโฮด้วยเช่นกัน
อันที่จริงแล้ว... ยุนโฮก็เป็นคนที่มีความอดทนมาก ถ้าพูดกันอย่างตรงไปตรงมาแล้วล่ะก็ แจจุงเองก็งี่เง่าไม่แพ้กัน การที่คนสองคนอยู่ด้วยกันนานๆ สิ่งที่สะสมต่างๆมันก่อตัวให้เกิดความเบื่อหน่ายกันได้ไม่ยาก ความเคยชินก็เป็นอีกอย่างที่น่ากลัว...
...ถ้าปล่อยให้ความชินชาเกาะกินหัวใจล่ะก็...
...แล้ว “ความรัก” จะไปอยู่ตรงส่วนไหนของหัวใจ ?...
“จุนซูนี่นะ ทำไมชอบคิดถึงเรื่องของคนอื่นจัง เรื่องตัวเองน่ะหัดคิดบ้างสิ” ยูชอนเอื้อมมือไปขยี้ผนุ่มบนหัวกลทๆของจุนซู
“คิดอะไร คิดทำไม มีอะไรให้คิดล่ะ?” จุนซูว่าพลางปัดมือร่างสูงขี้แกล้งออก มือเล็กค่อยๆจัดทรงผมที่ถูกยีให้กลับเป็นทรงดังเดิม
“คิดหน่อยสิจุนซู... เรื่องของเราไง” ยูชอนว่า พร้อมกับส่งสายตาไปออดอ้อนร่างเล็ก
“เรื่องของเรา? ฉัน? กับยูชอนน่ะเหรอ?” ร่างเล็กพูดพลางชี้นิ้วเข้าหาตัวเองสลับกับชี้ไปทางเจ้าของคำถาม โดยที่อีกฝ่ายได้แต่พยักหน้าเบาๆ
“ทำไมล่ะ?” คำถามของคนร่างเล็ก ยูชอนฟังดูก็รู้ว่าจุนซูพยายามจะเบี่ยงประเด็น
“จุนซูก็รู้นี่ว่าฉันคิดยังไงกับจุนซูน่ะ” น้ำเสียงจริงๆจังของยูชอนทำให้แก้มใสของจุนซูขึ้นสีเล็กน้อย หากแต่ในใจก็กลับเต้นไม่เป็นจังหวะ ความรู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออกค่อยๆคืบคลานเข้าสู่หัวใจดวงน้อยทีละนิด
“เอ่อ... แล้ว... แล้วยังไงล่ะ?” ร่างเล็กเริ่มพูดจาจับใจความไม่ได้
ยูชอนได้แต่ลอบถอนหายใจเบาๆ ความรู้สึกผิดหวังเริ่มกัดกร่อนหัวใจเขาเช่นกันเมื่อจุนซูพยายามเลี่ยงที่จะตอบคำถามที่เขาอุตส่าห์ตั้งใจถามด้วยความจริงจังและจริงใจ
“ยังไงเหรอ?” ร่างสูงทวนคำถามของคนตัวเล็กด้วยเสียงที่เบาหวิว ดวงตาที่เคยจับจ้องร่างเล็กตรงหน้าเปลี่ยนเป็นมองไปที่สองมือของตัวเองที่กอบกุมกันไว้ ไม่อยากเผชิญสายตากับคนร่างเล็กให้รู้สึกปวดใจ
“ช่างมันเถอะ... ไม่มีอะไรหรอก...” ยูชอนพูดขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มน้อยๆที่ปรากฏบนใบหน้า แต่ทว่าดวงตาของเขายังคงจ้องมองไปที่มือของตัวเองนิ่ง
“เหรอ? อืม...” จุนซูตอบรับเพียงสั้นๆ ก่อนจะปล่อยให้ความเงียบเข้าปกคลุมบรรยากาศระหว่างตัวเขาและยูชอน
...ไม่ว่าเมื่อไหร่ ก็รอจุนซูได้เสมอ...
...ไม่ว่ายังไง ก็รักจุนซูไม่เคยเปลี่ยน...
...แต่ว่า... ความอดทนของคนเรา...
...มันจะสิ้นสุดที่ตรงไหนกันนะ ?...

// สนามบินอินชอน //
ทันทีที่เครื่องแลนดิ้งลงสู่ผืนแผ่นดินเกาหลี ชางมินเข็นรถขนกระเป๋าหยุดรอที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่งในสนามบิน ท่าทีสบายๆที่กำลังนั่งจิบกาแฟนั้นขัดกับหัวใจที่กำลังเต้นระทึกอยู่ในอก
...การรอคอยใครซักคน เพื่อที่จะพบเจอ...
...มันรู้สึกตื่นเต้นอย่างนี้นี่เอง...
เพราะข้อความที่ถูกส่งมาในมือถือก่อนที่เขาจะกลับ... ข้อความที่ว่า...
*เจอกันที่สนามบินนะ ฉันจะไปรับนาย*
ตอนที่รู้ว่ามีข้อความจากใครคนนั้นเข้ามาชางมินก็รู้สึกดีใจแทบแย่ ยิ่งพอได้อ่านข้อความด้วยแล้วอาการดีใจนั้นยิ่งทวีเพิ่มขึ้นอีกเป็นหลายเท่าตัว... มันเป็นเรื่องที่ไม่เคยคิดมาก่อน มันเป็นเรื่องที่ทำให้หัวใจของเขาเต้นดังลั่น มันทำให้เขายิ้มได้ทั้งวัน เพียงเพราะข้อความข้อความเดียว
...ข้อความจาก คิม แจจุง...
.
.
.
To B Con.
ฝากบอกนิดนึงนะค๊า
งาน K-pop วันที่ 31 สิงหาที่จะถึงนี้ เราจะพิมพ์ฟิคเรื่องนี้ขายล่ะ พอจะมีใครสนใจบ้างมั๊ยคะ? T^T
แล้วก็กับเพื่อนอีกคน... Jifutsu ที่แต่งเรื่อง Sex phone กับ Sex Dice น่ะค่ะ นี่ก็จะวางขายเหมือนกัน
ยังไงก็ขอฝากไว้ด้วยนะคะ
Deep-rooted ในแบบรูปเล่ม เนื้อเรื่องคงเดืม แต่เราจะเกลาสำนวนประโยคใหม่นะคะ
แล้วก็มีตอนพิเศษเพิ่มลงไป... ยังไงก็ฝากอีกทีละกันนะคะ แหะๆ ถ้าสนใจยังไงก็โพสท์บอกกันในนี้นะคะ จะลองเช็คเสียงหน่อยว่าจะมีใครสนใจบ้างมั๊ย แหะๆ