2008/Jul/15

Story : Deep-rooted
Author : JaeSun
Paring: YunJae / YooSu
Rate: NC-18

*หมายเหตุ - เรื่องทั้งหมดเป็นเพียงเรื่องที่แต่งขึ้นเพื่อความบันเทิงเท่านั้น

.

.

.

เวลาแปดเดือนกับความทุ่มเทของคนๆหนึ่งที่มีอย่างสม่ำเสมอ... ถ้าไม่รู้สึกอะไรเลยก็คงจะดูใจร้ายเกินไป แจจุงไม่ใช่คนใจร้ายแบบนั้น แน่นอนว่าที่ชางมินทำทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นดอกไม้ที่ส่งมาทุกๆวัน ของขวัญวันเกิดที่มีราคาแพงเสียจนไม่อยากรับ รวมถึงของเล็กๆน้อยๆอีกมากมายในวันสำคัญต่างๆ รวมถึงคำพูดดีๆ การเอาใจใส่และการให้คำปรึกษาที่ทำให้แจจุงรู้สึกอบอุ่นใจของชางมินนั้น แน่นอนว่าสามารถเข้าถึงใจของแจจุงได้ ถึงจะไม่เต็มร้อย... แต่ก็มากกว่าที่เคยคิดไว้

...ที่เคยสงสัยว่าชีวิตนี้จะสามารถรักใครได้อีกมั๊ย ?...
…คำตอบของมัน... อาจจะมีขึ้นในไม่ช้าก็ได้...

การมีรักครั้งใหม่ ก็เหมือนกับการคิดคำตอบในเวลาเรียน... ถ้าเราไม่ค้นหา แล้วจะรู้คำตอบได้อย่างไร?
ความรักเองก็เช่นกัน... ถ้าไม่ลองเปิดใจ แล้วจะรู้ได้ยังไง ว่าหัวใจของเราจะมีความสามารถในการรักใครได้อีกหรือไม่?

ทุกๆอย่าง... มันอยู่ที่ตัวเองทั้งนั้น

...ชีวิตตัวเอง...
...หัวใจตัวเอง...

มือบางหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นกดส่งข้อความหลังจากความคิดที่โลดแล่นในสมองเมื่อครู่จบลง ข้อความบางอย่างถูกพิมพ์ขึ้นและกดส่งอย่างรวดเร็ว... ทันทีที่ฝาโทรศัพท์อันบางถูกพับลง ร่างบางล้มตัวลงนอนยังเตียงนุ่มเพื่อให้ค่ำคืนนี้ผ่านพ้นไป พอถึงวันพรุ่งนี้เมื่อไหร่จะเตรียมตัวออกไปยังสนามบิน เพื่อไปพบใครบางคน

บางทีแล้ว... การไม่ปิดกั้นตัวเอง อาจจะเป็นทางเลือกที่ดีให้กับหัวใจก็เป็นได้ การเปิดใจอาจช่วยลบเลือนความเจ็บปวดในอดีต หรือทำให้ลืมใครสักคนที่อยากลืมได้เป็นอย่างดี

...ก็ในเมื่ออยากจะลืม...
...ก็ในเมื่อไม่อยากจะจมอยู่กับความเจ็บปวดที่เคยได้รับ...
...จะเปิดใจรับใครสักคน ก็คงไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร... ใช่มั๊ย?...



ร่างสูงเจ้าของใบหน้าคมยังจิบกาแฟดูหนังสือพิมพ์อยู่เรื่อยไป โดยไม่ได้สังเกตเลยว่ามีใครอีกคนถือวิสาสะเชิญตัวเองนั่งลงยังฝั่งตรงข้ามร่วมโต๊ะเป็นที่เรียบร้อย จนกระทั่งหนังสือพิมพ์ตรงหน้าหมดความหมายและกำลังถูกพับเก็บ
“อ้าว!” ร่างสูงที่หมกมุ่นอยู่กับหนังสือพิมพ์เมื่อครู่อุทานขึ้นด้วยอาการตกใจนิดๆ เมื่อเห็นว่ามีใครนั่งอยู่ยังที่นั่งฝั่งตรงข้าม ใครคนนั้นกำลังส่งรอยยิ้มบางๆให้แก่เขา... รอยยิ้มที่ไม่ได้เห็นมาเป็นเวลาหลายวัน

“แจจุงมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมไม่เรียกผมล่ะ” ชางมินว่าอย่างแปลกใจ
“ซักพักใหญ่ๆแล้วแหละ” ร่างบางในชุดที่ดูมีสีสันบอกกับร่างสูงที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม
“สั่งอะไรกินกันเถอะ หิวจะแย่แล้ว ตั้งแต่ลงเครื่องมามีกาแฟแค่แก้วเดียวที่ตกถึงท้อง” ร่างสูงว่าพลางใช้มือลูบวนไปมาอยู่บริเวณช่วงท้องแบนราบ ก่อนจะกวักมือเรียกบริกรในร้านให้นำเวลามาและรับออเดอร์ไป

“แปลกใจชะมัด อยู่ดีๆแจจุงก็บอกจะมารับ รู้มั๊ยว่าผมดีใจนะเนี่ย” ชางมินบอกคนร่างบาง หากแต่สายตาคมกลับไม่กล้าเผชิญต่อสายตาร่างบางตรงหน้า อาการประหม่ามีให้เห็นอย่างเด่นชัดจนชางมินรู้สึกไม่เป็นตัวของตัวเอง... นี่เขากำลังเป็นอะไร? กำลังแอบดีใจและคิดไปเองใช่ไหมว่ามีบางอย่างพิเศษไปกว่าเดิม?
“ก็อยากมารับ ไม่ดีเหรอไง?” ร่างบางย้อนถาม คิ้วเรียวยกขึ้นด้วยใบหน้ายียวนแต่กลับดูน่ารักเสียจนชางมินอยากจะยื่นมือเข้าไปหยิกแก้มด้วยความหมันเขี้ยว... คนอะไรน่ารักชะมัด...
“ดีสิ... ใครว่าไม่ดี ดีใจจนคืนนี้ต้องเก็บไปเพ้อไปฝันแน่ๆ” ไม่ต้องให้ถึงคืนนี้หรอก... แค่ตอนนี้เขาก็เพ้อจนแทบกู่ไม่กลับอยู่แล้ว
“บ้า...” ร่างบางต่อว่าคนตรงหน้าที่ตอนนี้ดูทำหน้าทำตาเหมือนคนเพี้ยนมากกว่าอาการเพ้อพร้อมกับเสียงหัวเราะเบาๆที่กลั้นไม่อยู่
“ตกลงแล้วที่มารับนี่มีอะไรรึป่าวเนี่ย? ผมว่ามันแปลกๆนะแจจุง” ชางมินถามกึ่งทีเล่นทีจริง... จะว่าแปลก... มันก็แปลกจริงๆนั่นแหละ เพราะร้อยวันพันปีไม่ว่าเขาจะบินไปทำธุระที่ไหน แจจุงก็ไม่เห็นเคยมารับสักครั้ง แต่อีกใจก็เกรงว่าตัวเองจะคิดเข้าข้างตัวเองมากเกินไป ยังไงดีนะ? ความรู้สึกของคนเรา... บางทีมันก็เข้าใจยากเสียเหลือเกิน

รอยยิ้มบางๆถูกส่งจากคนหน้าหวาน ยิ่งได้เห็นรอยยิ้มจากคนที่ตัวเองหลงรัก หัวใจที่อยู่ภายในอกของร่างสูงก็เริ่มรู้สึกเต้นเร็วขึ้นเล็กน้อยอย่างไม่รู้สาเหตุ
“มีสิ... วันนี้... เป็นโอกาสพิเศษก็เลยอยากมารับน่ะ” ประโยคของร่างบางทำเอาหัวใจของชางมินแทบเต้นทะลุออกจากอกเลยทีเดียว... ได้ยินแบบนี้แล้ว เขาพอที่จะเข้าข้างตัวเองได้ไหม?
“อะไรเหรอที่ว่าพิเศษน่ะ?” หยั่งเชิงถามออกไป หากแต่ในใจกลับลุ้นจนสติแทบไม่อยู่กับเนื้อกับตัว
สิ่งที่จะได้ยินต่อไปนี้... ชางมินได้แต่ภาวนาในใจว่าขอให้เป็นเรื่องที่เขาคาดหวังไว้ หรือเป็นอะไรก็ได้ที่ทำให้เขาได้ยินแล้วมีความสุข อย่าผิดหวัง แค่นั้นก็พอ

“คือ...” เกริ่นนำด้วยวลีสั้นๆแล้วเงียบไป... ร่างบางออกอาการประหม่าขึ้นมาจนร่างสูงเองสังเกตได้ ริมฝีปากร่างถูกกัดราวกับเป็นที่ระบายอาการเก้อเขิน แจจุงไม่รู้ว่าทำไมอยู่ดีๆตัวเองก็เกิดอาการประหม่าขึ้นมา ทั้งๆที่ตั้งใจไว้แล้วว่าจะพูดอะไรบางอย่างกับชางมิน
“คือ? คืออะไรเหรอแจจุง?” ชางมินถามย้ำเมื่อเห็นอีกฝ่ายได้แต่อ้ำๆอึ้งๆ
ดวงตากลมช้อนมองใบหน้าฝั่งตรงข้ามที่กำลังรอคอยคำตอบ ก่อนที่เสียงเบาๆจะถูกเอ่ยออกมาจากริมฝีปากสวยได้รูปของแจจุง
“เรื่องที่ชางมินเคยถาม... เมื่อหลายเดือนก่อน นายยังจำมันได้ไหม?” ชางมินแทบจะควบคุมตัวเองไม่อยู่กับสิ่งที่แจจุงเกริ่นออกมา แน่นอนว่าเขาต้องจำได้แม่นยำ กับคำถามที่ดูกลายๆคล้ายกับการขอให้อีกฝ่ายพิจารณาเขาบ้าง และเป็นการแสดงความต้องการของตัวเองอย่างชัดเจนว่า ชิม ชางมิน คนนี้ ต้องการที่จะยืนเคียงข้าง คิม แจจุง

“จำได้สิ” บอกไปพร้อมกับรอยยิ้มที่ดูเก้ๆกังๆ เพราะอารมณ์ที่ตื่นเต้นมันพาลให้ชางมินทำตัวไม่ถูกเหมือนกัน
“อื้ม...” ร่างบางรับคำสั้นๆ ก่อนจะเว้นช่วงไปแล้วเริ่มพูดต่อ
“ถ้าฉันให้คำตอบตอนนี้... มันจะช้าไปไหม?” หัวใจของชางมินพองคับอก... ในเวลาแบบนี้เขาได้แต่สวดภาวนาให้แจจุงตอบตกลง เพราะหัวใจของเขาถลำลึกไปไกลเกินกว่าจะยอมรับการปฏิเสธแล้ว
“ไม่ช้าหรอก ผมบอกแล้วว่าผมรอแจจุงได้เสมอ” ถ้าคำตอบมันตรงตามใจ ก็ถือว่าคุ้มค่ากับการรอคอย

“ฉันจะลอง... พยายามดูนะ”

ประโยคอ้อมๆของแจจุงทำเอาชางมินแทบจะกระโดดออกจากโต๊ะอาหารลุกขึ้นลิงโลดด้วยความดีใจ

“ฉันอาจจะเป็นคนรักที่ไม่ดี... แต่ว่า... เราลองมาพยายามดูก็แล้วกัน”

ชางมินเอาแต่นั่งยิ้มกว้าง... ใบหน้าของเขาในตอนนี้ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่ามีความสุขขนาดไหน สุดท้ายแล้วสิ่งที่เขาทำมันก็คุ้มค่าแก่ความพยายามและการรอคอย

“ขอบคุณนะแจจุง... ขอบคุณจริงๆ...”



หลังจากทานมื้อกลางวันกันเป็นที่เรียบร้อย ชางมินและแจจุงลุกขึ้นเดินออกจากร้านอาหารภายในสนามบิน พร้อมรถเข็นที่บรรทุกกระเป๋าใบใหญ่ของชางมิน... ในระหว่างทางแจจุงเหลือบไปเห็นใบหน้าของใครบางคนในระยะไกลๆที่เดินอยู่ในทางสวนกัน... ใครคนนั้น...

...ชอง ยุนโฮ...

แจจุงและชางมินเข็นรถเลี้ยวขวาบริเวณทางแยกก่อนที่จะได้สวนกับคนที่ดูเหมือนยุนโฮคนนั้น แจจุงสะบัดหัวทีหนึ่งแรงๆเพื่อไล่ความคิดและภาพหลอนที่ปรากฏให้หายไป นึกโกรธตัวเองอยู่ในใจที่เผลอระลึกถึงใบหน้าคนใจร้าย ทั้งๆที่มันคงเป็นแค่ภาพหลอนติดตาก็เท่านั้น... ตอนนี้ตัดสินใจจะลองคบหากับชางมินไปแล้ว จะคิดถึงยุนโฮอีกทำไม... ลืมไปแล้วหรืออย่างไร คิม แจจุง ?

ไม่มีทางที่จะเจอยุนโฮที่สนามบินนี่... เพราะโลกเราไม่น่าจะกลมขนาดนั้น

...แต่ถ้า... ฉันเจอยุนโฮขึ้นมาจริงๆล่ะ?...

...ฉันควรจะทำยังไง ?...



อีกฟากฝั่งภายในสนามบิน ร่างสูงในชุดโคทสีน้ำตาลอ่อนเข็นรถที่บรรจุกระเป๋าเดินทางด้วยความเร็วที่มากกว่าเดิมเมื่อมองเห็นใครคนหนึ่ง... ใครคนนั้นที่ไม่ได้เจอร่วมๆปี... ใครคนนั้นที่เขาเคยรัก...

...คิม แจจุง...

ยุนโฮพยายามเร่งฝีเท้าเข็นรถสัมภาระให้มุ่งไปข้างหน้า ดวงตาเรียวพยายามมองหาอีกฝ่ายท่ามกลางฝูงคนจำนวนไม่น้อย เขามองเห็นร่างบางที่แสนคุ้นเคยกำลังเดินในทางที่สวนกัน ถึงจะไม่ได้เจอกันเป็นเวลาเกือบปี แต่ไม่ว่ายังไงเขาก็ยังจำแจจุงได้เสมอ…
ยุนโฮพยายามเร่งฝีเท้า หากแต่ในช่วงที่ผู้คนหนาแน่นนั้นทำให้เขาคลาดสายตาจากร่างบางไป

...คนที่เหมือนแจจุงคนนั้น... หายไปแล้ว...

สุดท้ายแล้วยุนโฮจำต้องยอมแพ้ให้กับตัวเอง... ร่างสูงเข็นกระเป๋าสำภาระมายังบริเวณจุดบริการแท็กซี่ แล้วเรียกรถออกจากสนามบินเพื่อกลับไปยังคอนโดของเขา... คอนโดที่ถูกปล่อยทิ้งไว้เป็นเวลาเกือบปี...

ยุนโฮขนของขึ้นมาบนคอนโดของเขา... ทุกๆอย่างยังคงเหมือนเดิมไม่ต่างจากก่อนที่เขาจะไปญี่ปุ่นเสียเท่าไหร่ เมื่อกุญแจถูกไขและประตูบานสูงได้เปิดออก สภาพภายในห้องของเขาก็ยังคงเดิม จะมีที่น่าตกใจก็คือคราบฝุ่นหนาที่เกราะกรังไปตามส่วนต่างๆของห้องชุดสุดหรู ทำเอาเจ้าของห้องที่เพิ่งกลับถึงประเทศบ้านเกิดได้ไม่ถึงชั่วโมงต้องโทรตามตัวแม่บ้านให้ขึ้นมาทำความสะอาดเป็นการด่วน
ยุนโฮสวมลองเท้าสลิปเปอร์ที่เคยใส่อยู่ประจำ หากแต่สายตานั้นเหลือบมองเห็นรองเท้าอีกคู่หนึ่งที่วางอยู่ข้างๆ... รองเท้าสลิปเปอร์รูปช้างสีชมพูน่ารักนั้น ทำให้ยุนโฮอดคิดถึงเจ้าของรองเท้าคู่นั้นไม่ได้

“นี่ยุนโฮ... หัดใส่สลิปเปอร์เวลาอยู่ในห้องสิ เท้าจะได้ไม่แตก แล้วห้องก้อจะได้ไม่สกปรกด้วย”
“เหรอ? งั้นก็ซื้อไปสิ”
“ไม่บอกก็ซื้ออยู่แล้ว ฮิๆ อ๊า~ มีช้างด้วย น่ารักจัง ฉันเอาลายช้าง งั้นยุนโฮใส่ลายหมีนะ”
“ไม่เอาอะ มันดูเด็กเกินไป เอาแบบเรียบๆก็พอ”
“ไม่เอาอ้ะ! ฉันอยากให้ยุนโฮใส่คู่นี้นี่นา”
“โอเคๆ ใส่ก็ใส่”
“ฮิๆ คุณช้างกับคุณหมี...”


ภาพในวันวานปรากฏขึ้นหวนให้นึกถึงที่มาของสลิปเปอร์สองคู่ตรงหน้า... หากแต่ว่าเจ้าของรองเท้าทั้งสองคู่นั้นในตอนนี้ กลับเหลือแค่คนเดียว

ยุนโฮสวมสลิปเปอร์ลายหมีของเขาแล้วเดินมายังส่วนที่เป็นครัว เพื่อหาน้ำเย็นๆดับกระหาย... ตู้เย็นใบใหญ่ถูกเปิดออกและพบแต่ความว่างเปล่า มีเพียงขวดน้ำดื่มขวดสองขวดเท่านั้นที่ตั้งอยู่ประดับตู้เย็น... สภาพตู้เย็นขนาดใหญ่ที่ไร้สิ่งของต่างๆ ชวนให้คนมองดูโหวงเหวงชอบกล ทำให้อดคิดถึงเมื่อครั้นก่อนหน้าไม่ได้... อันที่จริงแล้วตู้เย็นของเขาก็ไม่ได้มีสิ่งของอะไรใส่ไว้มากมาย แต่อย่างน้อยๆพวก เบียร์ นม หรือน้ำอัดลมก็ต้องมีติดอยู่ประจำตู้เย็นบ้าง หรือไม่... ในบางครั้งก็จะมีกล่องข้าวหรือสลัดผักกล่องเล็กๆคอยวางอยู่พร้อมกับกระดาษใบเล็กๆกับข้อความกำชับให้เขากินอาหารให้ครบ 3 มื้อ และอย่ากินแต่บะหมี่สำเร็จรูป... ที่ผ่านมา... แจจุงเป็นคนคอยดูแลเขาเสมอ...

“เฮ้อ~!!” เสียงลมหายใจถูกผ่อนออกมาอย่างหนักหน่วง ขวดน้ำเปล่าถูกหยิบออกมาก่อนที่ร่างสูงจะกระดกมันเข้าปาก ความเย็นของน้ำทำให้ยุนโฮรู้สึกผ่อนคลายขึ้นเยอะ ไม่นานนักแม่บ้านก็ขึ้นมาทำความสะอาด ในระหว่างนั้นยุนโฮจึงถือโอกาสเอารถคู่ใจที่ขับออกไปชมทิวทัศน์ที่ห่างหายไปเกือบปีเสียหน่อย

ออดี้สีดำขลับแล่นไปรอบๆโซล... ทุกๆอย่างที่เกาหลียังคงเหมือนเดิม ไม่ว่าจะเป็นผู้คนที่ยังคงขวักไขว่ หรือท้องถนนและสถานที่ต่างๆนั้นก็ดูไม่เปลี่ยนไป... ทั้งๆที่ทุกๆอย่างก็ยังเป็นเหมือนเก่า

...แต่ทำไมหัวใจของ ชอง ยุนโฮ ถึงรู้สึกเหงาจับใจ...

ช่วงเวลาหลายเดือนที่ญี่ปุ่นของยุนโฮ... การที่ย้ายตัวเองไปประจำบริษัทสาขาที่ญี่ปุ่นนั้นทำให้การงานของเขาก้าวหน้าขึ้นกว่าเดิมมากเลยทีเดียว ความสะดวกสบายทั้งเรื่องการงานและความเป็นอยู่นั้นทำให้ยุนโฮรู้สึกสนุกและอิสระ เขาได้ท่องเที่ยวไปตามที่ต่างๆในญี่ปุ่น ได้ใช้ชีวิตหลังเลิกงานแบบคนญี่ปุ่น... นั่นคือ ดื่ม ดื่ม ดื่ม และ ดื่ม...

“อิสระ”... ยุนโฮเคยเรียกการดำเนินชีวิตของตัวเองที่ญี่ปุ่นว่า เป็นไปอย่างอิสระเสรีเต็มที่... การอยู่คนเดียวมันทำให้เขาทำอะไรก็ได้ในสิ่งที่อยากทำโดยไม่ต้องเกรงใจใคร… แต่บางที... ยุนโฮก็รู้สึกว่า...

...“อิสระ” ของเขาก็มีความ “เหงา” เป็นส่วนประกอบด้วยเหมือนกัน...

หลายครั้งที่คิดถึงแจจุง... เขาพยายามปฏิเสธตัวเองมาหลายต่อหลายครั้ง ว่าที่คิดถึงขึ้นมานั่นอาจเป็นเพราะความผูกพัน อาจเป็นเพราะความห่วง ที่ความรักไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง แต่ยิ่งนานวันเหมือนหัวใจยิ่งได้รับการตอกย้ำ ภาพของแจจุงกลับเด่นชัดขึ้นในทุกๆวัน... ทั้งๆที่ไม่ควรนึกถึง แต่ไม่ว่าจะทำอะไรก็มักเผลอคิดถึงแจจุงขึ้นมาอยู่บ่อยครั้ง... บ่อย... จนเริ่มไม่เข้าใจตัวเอง...

...ในเมื่อเลือกที่จะอยู่คนเดียว...
...แล้วจะคิดถึงคนที่ตัวเองทิ้งไปทำไม...



“ห๊า!! นี่พูดจริงรึป่าวเนี่ย?” จุนซูและยูชอนต่างพากันประสานเสียงดังลั่น โชคดีที่ห้องทำงานของยูชอนยังช่วยเก็บเสียงไว้ได้มาก ไม่อย่างนั้นพนักงานที่อยู่นอกห้องควงได้วิ่งเข้ามาดูแน่ๆว่าเกิดอะไรขึ้น
“แจจุงพูดจริงๆเหรอ?” จุนซูถามร่างบางกว่าตรงหน้าด้วยความตื่นเต้น ตาเล็กๆนั้นดูโตขึ้นเป็นเท่าตัวเมื่อได้ฟังเรื่องจากเพื่อนซี้ของยูชอน
“อื้อ...” แจจุงพยักหน้าน้อยๆ สีหน้าเรียบเฉยไม่ได้แสดงอาการตื่นเต้นอะไร อาการเขินก็พอมีอยู่บ้างเนื่องจากเพื่อนทั้งสองคนตรงหน้า โดยเฉพาะจุนซูที่ดูตื่นเต้นยิ่งกว่าตัวเขาเองเสียอีก

“คบกับชางมินแล้ว... นายลืมยุนโฮแล้วใช่ไหมแจจุง” คำถามของยูชอนทำให้จุนซูต้องหันไปมองด้วยสายตาตำหนิ คนอะไรพูดจาได้ขัดอารมณ์เสียจริง
ดวงตากลมดูนิ่งไปนิดเมื่อได้รับคำถามจากเพื่อนสนิท... มันไม่ได้เป็นการทำลายความรู้สึกหรือเสียมารยาทแต่อย่างใด เพราะแจจุงรู้ดีว่ายูชอนเป็นห่วงเขา
“อื้อ... ถึงมันจะยังหลงเหลืออยู่ แต่ฉันคิดว่าบางทีนี่อาจเป็นวิธีนึงที่ทำให้ฉันลืมยุนโฮได้หมดทั้งใจ” แจจุงบอกความรู้สึกของตัวเองให้เพื่อนซี้ของเขาได้รับรู้ แต่หลังจากที่ได้ฟังแจจุงพูดแล้ว ยูชอนรู้สึกมีสีหน้าเป็นกังวลเล็กน้อย

...เพื่อลืมยุนโฮอย่างนั้นเหรอ?...

คล้อยหลังแจจุงกลับไปที่ห้องของตัวเอง ยูชอนยังคงวนเวียนคิดถึงคำพูดของแจจุงที่ว่า การคบกับชางมินอาจเป็นวิธีหนึ่งเพื่อให้ลืมยุนโฮ...
“ฉันว่าฉันพอจะเดาออกนะว่ายูชอนคิดอะไรอยู่” จุนซูส่งเสียงขัดความคิดของยูชอน
“รู้ดีจริงนะ” ร่างสูงกระเซ้าคนตัวเล็กที่ชอบรู้ทันเขาไปเสียหมด
“แน่นอน ก็ฉันฉลาดกว่ายูชอนนี่นา ฮิๆ... ยูชอนกำลังคิดถึงเรื่องของแจจุงใช่มั๊ยล่ะ คิดว่าแจจุงคบชางมินเพื่อที่จะลืมยุนโฮใช่มั๊ยล่ะ? เอาเป็นว่าไม่ใช่แค่ยูชอนที่คิดไปคนเดียวหรอก ขนาดฉันฟังแล้วยังรู้สึกสะดุดหูกับคำพูดของแจจุงเลย...” จุนซูร่ายยาว ร่างเล็กทิ้งตัวนั่งลงบนโซฟานุ่มด้วยท่าทีสบายๆ ผิดกับร่างสูงที่นั่งอยู่บริเวณโต๊ะทำงานที่ดูจะกลุ้มใจเสียเหลือเกิน ทั้งๆที่ไม่ใช่เรื่องของตัวเองเลยสักนิด
“แล้วจุนซูคิดว่ายังไงล่ะ? แจจุงทำถูกต้องอย่างนั้นเหรอ? แล้วชางมินล่ะ? ชางมินไม่น่าสงสารเหรอ?” ยูชอนระบายออกมาด้วยความอัดอั้น จะให้ทำอย่างไรในเมื่อทั้งสองฝ่ายต่างก็เป็นเพื่อนของเขา ถึงเขาจะสนิทกับแจจุงมากกว่าก็จริง แต่บางทีเขาก็รู้สึกว่าเรื่องที่แจจุงกำลังทำมันไม่ใช่ทางออกที่ดีนัก

“แล้วยูชอนจะให้แจจุงทำยังไง? จมปรักอยู่กับผู้ชายที่ชื่อยุนโฮอย่างนั้นเหรอ? นายอยากให้แจจุงเป็นอย่างนั้น?” จุนซูเริ่มซัดคำถามเข้าไป
“เปล่า...” ยูชอนตอบเสียงอ่อยพลางส่ายหัวไปมา เขาไม่อยากให้แจจุงต้องเจ็บปวดเพราะเอาแต่ยึดติดกับ ชอง ยุนโฮ แต่ก็ไม่ต้องการให้แจจุงทำร้ายคนอื่นทางอ้อม โดยเฉพาะคนๆนั้นคือ ชิม ชางมิน ซึ่งเป็นเพื่อนของเขาเหมือนกัน

“พอๆๆ ไม่ต้องคิดมากเลยยูชอน คิดมากๆเดี๋ยวหัวล้านไม่รู้นะ แค่นี้ก็เกือบจะไม่เหลือผมอยู่แล้วเนี่ย” จุนซูหยอกแรง แต่ยูชอนไม่ได้รู้สึกโกรธอะไร จะว่าชินมันก็ใช่ แต่ตั้งแต่ไหนแต่ไรมา ไม่ว่าจุนซูจะด่าว่าเขาอย่างไรยูชอนก็ไม่เคยโกรธคนตัวเล็กนี้อยู่แล้ว
“เฮ้ออ~!! น่าเบื่อจัง” เมื่อยิ่งคิดยิ่งปวดหัว ยูชอนก็ได้แต่ระบายลมหายใจออกมาแล้วตัดบทไปเสียดื้อๆ
“ก็แล้วจะไปคิดทำไมล่ะ ในเมื่อแจจุงเลือกแล้ว ส่วนชางมินเองก็ยอมรับในเรื่องนี้นี่ ทั้งๆที่หมอนั่นก็รู้ว่าแจจุงยังลืมยุนโฮไม่ได้ มันก็เป็นเรื่องช่วยไม่ได้นะยูชอน... เอาเป็นว่านายอย่าไปเก็บมาใส่ใจเลยน่ะ” จากที่พูดเหมือนบอกให้อีกฝ่ายสบายใจ แต่ไปๆมาๆดูเหมอืนจุนซูจะเริ่มบ่นเสียมากกว่า

แต่มันก็จริงอย่างที่จุนซูว่า... ในเมื่อเรื่องมันไม่ได้เกี่ยวกับเขาเลยสักนิด และที่สำคัญเพื่อนทั้งสองต่างก็เป็นคนเลือกทางของตัวเองด้วยตัวเอง สุดท้ายแล้วผลมันจะออกมาเป็นยังไงก็คงเป็นเรื่องของอนาคตและคนสองคน ถ้าทุกๆอย่างมันไปได้สวย ยูชอนมั่นใจได้ว่าแจจุงจะเป็นคนที่มีความสุข แต่อีกใจก็อดหวั่นไม่ได้... สำหรับยูชอนแล้ว เขารู้จักแจจุงดีในทุกซอกทุกมุมในเรื่องของนิสัย หากแต่ชางมินแล้วนับว่ายังห่างไกลกันนัก... ในระดับของความเป็นเพื่อน ชางมินถือว่าเป็นเพื่อนที่ดีมากคนหนึ่ง แต่ถ้าในฐานะของ “คนรัก” ยูชอนเองก็มองไม่ออก อาจเป็นเพราะชางมินที่เขารู้จักนั้นไม่เคยมีคนรักจึงยากที่จะคาดเดาอะไรๆระหว่างแจจุงและชางมิน

...เลิกคิดเสียเถอะยูชอน... จะไปคิดเรื่องของคนอื่นทำไมกัน...
...เรื่องของตัวเอง เอาให้รอดดีหว่าไหม?...

ยูชอนตำหนิตัวเองในใจ... เขาเป็นคนคิดมากแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ แต่ ณ ตอนนี้ เขาสมควรที่จะหยุดคิดเรื่องของแจจุงอย่างที่จุนซูว่าจริงๆ เหตุผล... ไม่ใช่เป็นเพราะจุนซูเป็นคนบอกเท่านั้น แต่มันมีอะไรบางอย่างที่กำลังทำให้คนอย่าง ปาร์ค ยูชอน ต้องกลุ้มใจอย่างหนัก

...เรื่องระหว่างเขา กับ จุนซู...

ยูชอนเคยคิดมาตลอดว่าไม่ว่าเมื่อไหร่ เขาก็รอจุนซูได้เสมอ... หลายครั้งที่คำพูดของจุนซูคอยทำร้ายเขาอย่างไม่ตั้งใจ... เขาเจ็บ... เขาเสียใจ... แต่สุดท้ายแล้วยูชอนก็ยังทนกับความรู้สึกเหล่านั้นได้ และผ่านพ้นมันมาด้วยรอยยิ้ม และหัวใจที่ยังคงมีให้จุนซูเสมอ...

ในวันนี้... เขายังรักจุนซู...
แล้วจุนซูล่ะ... เคยรักเขาบ้างรึป่าว?...

บางทีที่เอ่ยถาม... คำตอบทุกอย่างกลับถูกโยนลงไปที่คำว่า “เพื่อน”
เกลียด... ปาร์ค ยูชอน เกลียดคำๆนี้ที่สุด คำว่า “เพื่อน” คอยบั่นทอนกำลังใจของยูชอนเรื่อยๆ ทั้งๆที่มันไม่ใช่คำหยาบโลนอะไร แต่กลับทำให้หัวใจของยูชอนค่อยๆไร้ชีวิต...
ไม่... เขาไม่ได้เกลียดจุนซู... ไม่เคยมีสักวินาทีที่เกลียดจุนซู แต่เขาเกลียดคำว่า “เพื่อน” ของจุนซูก็เท่านั้น...
คำว่าเพื่อน... เลิกตอกย้ำเสียทีจะได้ไหม... ถ้าจะปฏิเสธก็ขอแค่ให้พูดมาคำเดียวเท่านั้นว่า “ไม่รัก” คนอย่างยูชอนก็คงพอจะเข้าใจ

...เป็นเพื่อนไม่ได้เหรอไง? เป็นเพื่อนไม่ดีตรงไหน?...
...ผมลองถามตัวเองอยู่บ่อยครั้งว่าทำไมผมถึงเป็นคนโลภมากขนาดนี้...
...ทำไมผมถึงเกลียดคำว่า “เพื่อน” ของจุนซูนัก...
...ทั้งๆที่สำหรับคนบางคน “แค่เป็นเพื่อน” ก็รู้สึกพอใจแล้ว...
...แต่กับผม... มันไม่ใช่...
...คำตอบทั้งหมดที่ผมหาเจอ... มันเป็นเพราะว่า...
...ผมรักจุนซู...
...”รัก” ของผมมีค่ามากกว่าคำว่า “เพื่อน” ...

หลายครั้งที่รู้สึกว่าหัวใจถูกบั่นทอนไปกับคำพูดของจุนซูทั้งๆที่รู้ว่าร่างเล็กที่เขาแสนรักไม่ได้มีเจตนาร้าย ยูชอนมักจะยิ้มรับกับสิ่งเหล่านั้นเสมอ... เพื่อจุนซูแล้ว เขารอได้... และไม่ว่าเมื่อไหร่เขาก็รักจุนซู ยิ่งในตอนนี้ ยูชอนก็ยิ่งรู้สึกรักจุนซูมาก... ระยะหลังที่คอยซักไซ้ไล่ถามจุนซูว่ารักตัวเองบ้างไหม หรือ เมื่อไหร่จะรับรัก นั่นมันเป็นเพราะ...

...เวลาแห่งการรอคอยของเขากำลังจะสิ้นสุดลง...

ทั้งๆที่หัวใจของเขาบอกอยู่เสมอว่า 'ไม่ว่าเมื่อไหร่ เขาก็รอจุนซูได้เสมอ' แต่ว่าบางสิ่งบางอย่างมันอาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่เราตั้งใจไว้เสมอไป บางสิ่งบางอย่างมันไม่ได้เป็นไปอย่างทีเราคิด บางสิ่งบางอย่างมันบีบให้เราทำตามใจตัวเองไม่ได้... เพราะโลกนี้มักมีเรื่องที่ทำให้เรารู้สึกขัดใจเกิดขึ้นอยู่เสมอๆราวกับบทพิสูจน์ของชีวิต

...จุนซูจะรู้สึกอย่างไร...

...ถ้าในวันนึง...

...จะไม่มี ปาร์ค ยูชอน คนนี้ยืนเคียงข้าง คิม จุนซู อีกต่อไป ?...




2 B CON.

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
อะไรกันเนีย สงสาร 2คู่นี้จริงๆเลย นี้กว่าจะรู้ใจตัวเองไม่ต้องเจ็บช้ำกันไปจนเกือบจะตายก่อนหรอ อีกคนก็จะทำให้ลืม แต่ก็ดีที่เปิดโอกาสให้ตัวเองบ้าง อาจจะรู้อะไรมากขึ้น จะลืมได้ไม่ได้เดี๋ยวก็รู้ กับอีกคนที่กว่าจะรู้ว่าขาดเค้าไปไม่ได้ อิสระ สนุก ไม่มีคนคอยจับผิด เป็นไง ได้อะไรกลับมา เหงา คิดถึง แล้วยุนจะ จะสู้กับความรู้สึกตัวเองยังไง สายไปมั้ยถ้าหัวใจมันยังคงรักอยู่ เศร้าจริงชีวิตเนีย

แต่คงไม่เศร้าเท่า ปาร์คหลอกนะ จริงๆก็รักกัน แค่กลัว กลัวไร จุนซู ไม่ลองจะรู้หรอว่าเป็นไง ทางที่เดินมาเราเลือกเอง ถ้าจะเจ็บก็ให้หัวใจมันรักษาเอง อย่าไปกลัวกลับแผลที่มองไม่เห็น เพราะเราจะรักษามันด้วยตัวเราเอง สู้ๆจุนซู ให้กำลัวใจปาร์คนะ ขอให้สมหวังสะที
#1  by  yungyag (222.123.11.19) At 2008-07-15 23:54, 
sad smileแอบเครียดเลยนะเนียะ กลัวน้องมินแห้วอะ เพราะยุนโฮเริ่มรู้ใจตัวเองแล้ว แถมแจจุงตอบรับน้อง
มินแล้วด้วย จะกลับใจทีหลังมะเนียะ อีกคู่ก็เป็นเจ้าสาว
ที่กลัวฝน จุนซูกลัวที่จะเจ็บหากรักกะยูชอน จนยูชอนจะถอดใจแล้วนะ จุนซูสู้ ๆ ปาร์ค สู้ ๆ โอ๊ยบีบหัวใจชะมัดเลย น้องแจนมาต่อ ๆ ไว ๆ น้า ...
หายป่วยหรือยังเนียะ รักษาสุขภาพบ้างเน้question
#2  by  จุนจัง (125.25.195.222) At 2008-07-16 11:55, 

เป็นกูก็ไม่รอละ
#3  by  เป้ไก่ป่า (125.24.199.67) At 2008-07-17 01:43, 
- หายป่วยแล้วค่ะพี่ทิตย์ ขอบคุณมากมาย
- ป.ไก่ป่า... 55555+ หุ้นกำลังจะขึ้นนะเว่ย
#4  by  JaeSun~* At 2008-07-17 01:48, 
ยุนโฮเลือกที่จะอยู่คนเดียวแต่ก็ยังอดคิดถึงใครบางคนอยู่อีก

แจจุงเริ่มเปิดใจรับชางมินแล้วแต่ก็ยังไม่รู้ว่าจะลืมอีกคนนึงไปจากใจได้มั้ย

ชางมินดีใจที่แจจุงยอมรับตนเองแต่ก็ต้องเผื่อใจกินแห้วไว้บ้าง

เหมือนดีเลยนะทุกๆ คน แล้วทำไมต้องมีแต่ด้วยอ่ะ

แต่อยากให้ยุนโฮกลับมารักกับแจจุงเหมือนเดิม
#5  by   (118.173.143.20) At 2008-07-17 23:13, 
ไก่มันจะไม่รอจุนซูแล้วหรอ แล้วแม่งเมื่อไหร่มันจะลงเอยกันสักที แล้วยุนยุนแม่งเมื่อไหร่มันคิดได้สักทีว่ะ เครียดนะเนี่ย สงสารชางมินด้วยอ่ะ
#6  by   (125.26.68.158) At 2008-07-18 10:41, 
เห้ยยยยยยยยยย !!

สนุกโคดๆๆอ่ะเทอ

สงสารปาร์คว่ะ ..

สะใจ ยุน

แอบรักเจ้าของออดี้สีขาว ><
#7  by  OrN ❤ Xiah ` ♥ YS ! At 2008-07-19 14:12, 

<< Home